ประวัติสมเด็จโต

ประวัติสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พฺรหฺมรํสี)  

                หากจะถามว่า...สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ในโลกนี้มีจริงหรือไม่ ? ก็ไม่มีใครสามารถตอบได้แน่ชัดว่ามีจริงหรือไม่จริง เพราะมันเป็นสิ่งที่ลี้ลับยากที่จะพิสูจน์ความเชื่อถือ และศรัทธาของคนเท่านั้น ที่เป็นผู้กำหนดว่ามีจริงหรือไม่ แต่ก็มักจะกล่าวกันว่า “ถ้าหากไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่” เนื่องจากความเชื่อของแต่ละคนจะแตกต่างกันออกไป
 
                สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นที่เคารพสักการะสถิตอยู่ในหัวใจของชาวอำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา คือ “องค์หลวงพ่อโต วัดสะตือ” เป็นพระพุทธรูปปางไสยาสน์ (นอน) ก่ออิฐถือปูนขนาดองค์พระยาว 1 เส้น 6 วา สูง(ตั้งแต่พื้นถึงรัศมี) 8 วา ฐานยาว 1 เส้น 10 วา กว้าง   4  วา  2 ศอก   หรือ    ยาว  52  เมตร  กว้าง  9  เมตร  สูง  16  เมตร ถือว่าเป็นพระนอนที่ยาวที่สุดในประเทศไทย ซึ่งสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรฺหมฺรํสี) ได้ทรงสร้างไว้เป็นอนุสรณ์เมื่อปี พ.ศ. 2413 ณ วัดสะตือ (เดิมชื่อ “วัดท่างาม”  ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น “วัดสะตือ” เพราะมีต้นสะตือใหญ่ขึ้นอยู่ริมฝั่งแม่น้ำตรงหน้าวัด) ตั้งอยู่ริมฝั่งขวาของแม่น้ำป่าสัก หมู่ที่ 6 ต.ท่าหลวง อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นวัดเก่าแก่สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี
 
   http://i258.photobucket.com/albums/hh254/altonut/image001-6.jpg?t=1288682405 http://i258.photobucket.com/albums/hh254/altonut/image002-1.jpg?t=1288682409
 
สมุดจดบันทึกประวัติเจ้าประคุณสมเด็จฯ  
 
                ราชสกุลวงษ์ของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรฺหมฺรํสี) มารดาชื่อ  เกตุ (ธิดานายไชย) เดิมเป็นชาวบ้าน ต.ท่าอิฐ อำเภอบ้านโพธิ์ (ปัจจุบันคืออำเภอเมือง จ.อุตรดิตถ์) ส่วนบิดาจะมีนามใดไม่ปรากฏแน่ชัด ทราบเพียงแต่ว่ารับราชการเป็นชาวเมืองอื่น แต่ก็เชื่อได้ว่าเป็น “ราชสกุลวงษ์”  (ที่น่าเชื่อได้ว่า  เจ้าประคุณสมเด็จฯ เป็นเชื้อพระวงศ์  ข้อนี้มีหลักฐานอ้างอิง  ด้วยความปรากฏในเรื่องประวัติว่า  พระบาทสมเด็จฯ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย  เมื่อคราวดำรงพระยศเป็นสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร  ได้พระราชทานเรือกราบกัญญาหลังคากระแชงเจ้าประคุณสมเด็จฯ  แต่ยังเป็นสามเณร)  ต่อมาการทำนาไม่ได้ผลเพราะฝนแล้งมาหลายปี โยมมารดาท่านจึงคิดย้ายภูมิลำเนาโดยการออกทำมาค้าขายโดยทางเรือและตามหาโยมพ่อด้วย จนกระทั่งเดินทางมาถึง บ้านไก่โจน (ต่อมาแผลงเป็น “ไก้จ้น”) ตำบลไก่จ้น อำเภอนครน้อย (อ.ท่าเรือ) แขวงเมืองกรุงเก่า (จ.พระนครศรีอยุธยา) จึงได้จอดเรือในคลองป่าสัก ใต้ต้นสะตือ ที่ริมตลิ่งหน้าวัดท่างาม (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น วัดสะตือ) โยมเกตุได้คลอดบุตรเป็นชาย ณ ที่แห่งนั้น ตรงกับวันพฤหัสบดี ขึ้น 12 ค่ำ เดือน 5 ปีวอก สัมฤทธิ์ศก จ.ศ. 1150 ตรงกับวันที่  17 เมษายน พ.ศ. 2331 เวลาบิณฑบาตรในสมัยของ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 (หลังสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ได้ 7 ปี) และตั้งชื่อว่า “โต” (ความที่กล่าวตรงนี้  เจ้าคุณพระมงคลเทพมุนี (มุ้ย  ปณฑิโต) เจ้าอาวาสวัดจักรวรรดิราชาวาส  เมื่อเป็นที่พระธรรมวิหารีเถร อยู่วัดพระเชตุพลฯ  เล่าให้นายพรหม  ขะมาลา  เปรียญฟัง)  เมื่อท่านเกิดแล้ว (ยังเป็นทารกแบเบาะ) มารดาก็พาท่านไปอยู่ที่ตำบลไชโย จ.อ่างทอง จนกระทั่งท่านนั่งได้ มารดาก็พามาอยู่ ณ บ้านตำบลบางขุนพรหม จังหวัดพระนคร จนกระทั่งยืนเดินได้ (ภายหลังท่านได้สร้างพระพุทธรูปใหญ่  เพื่อเป็นอนุสรณ์ ณ ที่ตำบลทั้ง 3)
 
                                           http://i258.photobucket.com/albums/hh254/altonut/image003-6.jpg?t=1288682544 http://i258.photobucket.com/albums/hh254/altonut/image004-1.jpg?t=1288682546 http://i258.photobucket.com/albums/hh254/altonut/image005-5.jpg?t=1288682549    
 
        พระพุทธไสยาสน์  วัดสะตือ อยุธยา (ซ้าย)  พระมหาพุทธพิมพ์ วัดเกตุไชโย อ่างทอง (กลาง)  พระพุทธศรีอริยเมตไตรย์ กรุงเทพฯ(ขวา) 
 
                ประวัติของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรฺหมฺรํสี) ในตอนเยาว์วัยนั้นกล่าวกันว่าท่านได้ศึกษาอักขระสมัยในสำนักเจ้าคุณอรัญญิก วัดอินทรวิหาร ครั้งถึงปีวอก พ.ศ. 2342 อายุได้ 12 ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณร โดยมีท่านเจ้าคุณพระบวรวริยเถระ(อยู่) วัดสังเวชวิศยาราม (ก่อนเรียกว่าวัดบางลำพูบน) เป็นพระอุปัชฌาย์ ภายหลังได้ย้ายไปอยู่วัดระฆังโฆสิตาราม เพื่อศึกษาพระปริยัติธรรม ในสมัยที่เจ้าประคุณสมเด็จฯ เป็นสามเณร ปรากฏว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อยังดำรงพระยศเป็นสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร ทรงโปรดฯ มาก ทรงรับไว้ในพระราชูปถัมภ์ ถึงได้พระราชทานเรือกันยา หลังคากระแชง ให้ท่านได้ใช้สอยตามอัธยาศัย แม้กระทั่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ก็ทรงพระเมตตาครั้นถึงอายุครบอุปสมบท เมื่อปี พ.ศ. 2350 ปีเถาะ ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สามเณรโต ได้รับการอุปสมบทเป็นนาคหลวง ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม(วัดพระแก้ว) โดยสมเด็จพระสังฆราช(สุก) วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏ์ เป็นพระอุปัชฌาย์
 
                                                  http://i258.photobucket.com/albums/hh254/altonut/image006-2.jpg?t=1288683235 http://i258.photobucket.com/albums/hh254/altonut/image007-4.jpg?t=1288683237
           สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรฺหมฺรํสี) พระผู้มีอัฉริยภาพในการเทศนา        
 
                หลังจากได้ทรงบรรพชาเป็นสามเณร ก็มุ่งมั่นศึกษาค้นคว้าทางด้านปริยัติ ปฏิบัติและปฏิเวธ อย่าง มุ่งมั่นอาจหาญและมั่นคง จึงทำให้ทรงแตกฉานและเพลิดเพลินในพระธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างรวดเร็วและลึกซึ้งมาก จดจำได้แม่นยำเพราะความเป็นพระอัจฉริยะ โดยการสั่งสมบารมีญาณ อยู่ในขันธสันดานอย่างมั่นคงและแก่กล้า มาเป็นเอนกอนันตชาติ ทรงมีพระปัญญาคมกล้าเป็นยอดเยี่ยม จึงสามารถบรรลุมรรคผลอย่างรวดเร็ว โดยการเริ่มเทศน์จากพระคัมภีร์ใบลาน จนกระทั่งเทศน์ด้วยปากเปล่าและในรูปแบบของปุจฉา-วิสัชนา เป็นที่ยอมรับของอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย ที่ได้ฟังพระสุรเสียงเป็นที่ไพเราะจับใจ ความชัดเจนของอักขระการเอื้อนทำนองวรรคตอนได้ถูกต้อง ภาษาสละสลวย เนื้อหาสาระที่เทศน์ ไม่ว่าจะเป็นพระธรรมเจ็ดคัมภีร์ หรือพระเจ้า ๑๐ ชาติ  ก็สามารถเทศน์ให้ญาติโยมได้รับฟังอย่างจับจิตจับใจและฟังอย่างมีความสุข และจดจำเนื้อหาที่เทศน์ได้ และกอร์ปด้วยพระอัจฉริยภาพที่สง่างาม น่ารักของ “ สามเณรจิ๋ว ”
 
สมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรฺหมฺรํสี) กับรัชกาลที่  5
 
                โดยปกติเจ้าประคุณ “สมเด็จพุฒาจารย์” (โต พรฺหมฺรํสี) ท่านไม่ยินดีในสมณศักดิ์ เป็นผู้สมถะมักน้อยสันโดษไม่ยึดติดในลาภยศ สรรเสริญ ในปีจ.ศ.  1169  หรือ  พ.ศ.  2350  พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ก็ทรงพระเมตตารับอุปสมบท เป็นนาคหลวงที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว)  โดยมีสมเด็จพระสังฆราช(สุก)  วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์  เป็นพระอุปัชฌา จ.ศ.  1188  หรือ  พ.ศ.  2369  ได้รับสมณศักดิ์เป็นพระครูสามัญ  อายุ  39  ปี  จ.ศ.  1197  หรือ  พ.ศ.  2378    ได้รับสมณศักดิ์เป็นพระครู ปริยัติธรรม  อายุ  48  ปี  จ.ศ.  1205  หรือ  พ.ศ.  2386   ได้รับสมณศักดิ์เป็นพระราชปัญญาภรณ์  อายุ  56  ปี  ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ได้พระราชทานสมณศักดิ์แต่งตั้งให้เป็นพระราชาคณะที่ “พระธรรมกิตติ” ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม บางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ในปี พ.ศ.  2397   ได้รับสมณศักดิ์เป็นพระเทพกวีศรีสุทธินายก ตรีปิฎกปรีชามหาคณฤศร  บวรสังฆราชคามวาสี  อายุได้ 65 ปี  ครั้นสมเด็จพุฒาจารย์(สน)  วัดสระเกศ  มรณภาพ  ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ให้เป็น สมเด็จพระราชาคณะที่ “สมเด็จพุฒาจารย์”รูปที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์  เมื่อวันพฤหัสบดี   เดือน  10 ขึ้น 9 ค่ำ   ตรงกับวันที่  8  กันยายน พ.ศ. 2407 อายุได้ 76 พรรษา ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรฺหมฺ รํสี)  ได้รับประสิทธิ์ประสาทวิชาจากพระอาจารย์ มีสมเด็จพระสังฆราช(สุก)  กรุงเทพฯ  พระอาจารย์คง  อยุธยา  พระอาจารย์แสง  ลพบุรี  และพระอาจารย์ขอม  นครสวรรค์
 
   
                                         http://i258.photobucket.com/albums/hh254/altonut/image010-1.jpg?t=1288683365 http://i258.photobucket.com/albums/hh254/altonut/image011-4.jpg?t=1288683466
สมเด็จพุฒาจารย์” (โต พรฺหมฺรํสี)ร่วมงานฉลองพระหลวงกาลสมัยนฤมิต(เหลี่ยม  ศุกรสุข)  ที่ ต. บ้านช่างหล่อ  จ. ธนบุรี   ในภาพท่านนั่งอยู่ตรงกลาง  โดยมีพระครูปลัดมัศร์  วัดระฆังฯ นั่งอยู่ด้านซ้าย  พระอาจารย์ดำ  วัดอมรินทราราอยู่ด้านขวา  (ภาพซ้าย)
 
  สมเด็จพุฒาจารย์” (โต พรฺหมฺรํสี)  พ.ศ.  2331 - 2415 วัดระฆังโฆสิตาราม  (ภาพขวา) 
 
                      http://www.dhammajak.net/board/files/_paragraph_2_131.gif
 
รูปปั้นหุ่นขี้ผึ้งสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย ต.ขุนแก้ว อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม  
 
                สมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรฺหมฺรํสี)  เป็นนักเทศน์ที่มีชื่อเสียง เป็นที่ทรงคุ้นเคยมาทั้งในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาโตเป็นผู้ไม่ปรารถนาลาภ ยศ สมณศักดิ์ใดๆ เมื่อเรียนรู้พระปริยัติมาแล้วก็ไม่เข้าแปลหนังสือเป็นเปรียญและไม่รับเป็นฐานานุกรม เมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นพระราชาคณะ พระมหาโตได้ทูลขอตัวมิยอมรับตำแหน่ง หรือเลี่ยง โดยออกธุดงค์ไปตามวัดในชนบทห่างไกลทุกคราวไป จึงคงเป็นพระมหาโตมาตลอด จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระมหาโตจึงยอมรับพระมหากรุณา 
 
                สมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรฺหมฺรํสี)  มีอัธยาศัยมักน้อยเป็นปกติ ลาภสักการะที่ได้มาในทางเทศนาก็นำไปสร้างสิ่งเกี่ยวเนื่องด้วยพระศาสนา จึงมีผู้นับถือศรัทธามาก บางคนเรียกท่านว่า “ขรัวโต” เพราะท่านจะทำอย่างไรก็ทำตามความพอใจไม่ถือตามความนิยมของผู้อื่นเป็นใหญ่   ด้วยความที่พระองค์ท่านเป็นปูชนียบุคคลที่พระพุทธศาสนิกชนกล่าวขวัญถึง ในชื่อ “สมเด็จฯโตเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม และเป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์ ที่มีความรอบรู้แตกฉานใน พระธรรมวินัย และธรรมปฏิบัติ ความเป็นเลิศในการเทศนา ได้รับการยกย่องสรรเสริญในสติปัญญาและ ปฏิญาณโวหารที่ฉลาดหลักแหลม เปี่ยมด้วยเมตตากรุณาแก่ผู้ตกยากมีอัธยาศัยมักน้อยสันโดษท่านถือปฏิบัติในข้อธุดงควัตรทุกประการ คือ ฉันในบาตร ถือผ้าสามผืนออกธุดงค์ เยี่ยมป่าช้า นั่งภาวนา เดินจงกรม  
 
                สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี ได้สร้างวัดและสิ่งเกี่ยวเนื่องด้วยพระพุทธศาสนาจำนวนมาก เช่น พระพุทธไสยาสน์  วัดสะตือ  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  พระมหาพุทธพิมพ์   วัดไชโย  จังหวัดอ่างทอง   หลวงพ่อโต วัดอินทรวิหาร บางขุนพรหม พระโตนั่งกลางแจ้งวัดพิตเพียน  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พระพุทธรูปยืนอุ้มบาตร  วัดกลางคลองข่อย  จังหวัดราชบุรี  พระเจดีย์นอน วัดละครทำ ฯลฯ นอกจากศาสนวัตถุต่างๆ แล้ว สมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ยังได้รจนาบทสวดพระคาถาหลายบท แต่ที่เป็นที่รู้จักและถือว่าเป็นพระคาถาที่ศักดิ์สิทธิ์ยิ่ง และนิยมสวดภาวนาในหมู่พุทธศานิกชน คือพระคาถาชินบัญชร
 
 
                     http://i258.photobucket.com/albums/hh254/altonut/DSCN2195.jpg?t=1288684810
พระพุทธไสยาสน์  วัดสะตือ  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
 
           อนุสรณ์แห่งเจ้าประคุณ “สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรฺหมฺรํสี) ท่านได้ทรงสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่ปางไสยาสน์ มีพระนามว่า “พระพุทธไสยาสน์” (แต่ชาวบ้านโดยทั่วไปมักเรียนว่า “หลวงพ่อโต”) ณ วัดสะตือ ต.ท่าหลวง   อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อไว้เป็นอนุสรณ์ว่าท่านเกิด ณ ที่แห่งนี้ เมื่อปี  พ.ศ  2413  ตรงกับในสมัยรัชกาลที่  5  นามว่า  “พระพุทธไสยาสน์” 
           การก่อสร้างพระพุทธไสยาสน์ ในปีพุทธศักราช  2413  ก่อนที่เจ้าประคุณสมเด็จพุฒาจารย์โต  จะมรณภาพ  3  ปี  สมเด็จฯโตมรณภาพเมื่อวันที่  22  มิถุนายน  ๒๔๑๕(ที่กรุงเทพฯ) ได้มาทำการก่อสร้างพระพุทธรูปก่ออิฐถือปูนปางพุทธไสยาสน์  ณ  หมู่บ้านที่ถือกำเนิดที่วัดท่างาม ปัจจุบันคือ วัดสะตือ  ตำบลท่าหลวง  อำเภอท่าเรือ  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  ซึ่งพระนอนใหญ่มีขนาด ยาว 1 เส้น 6 วา สูง (ตั้งแต่พื้นถึงรัศมี) 8 วา ฐาน ยาว 1 เส้น 10  วา  กว้าง 4 วา 2 ศอก  หรือ  ยาว  52  เมตร  กว้าง  9 เมตร สูง  16  เมตร องค์พระโปร่ง  เบื้องพระปฤษฎางค์ ทำเป็นช่องกว้าง 2  ศอก  สูง  1  วา  สถานที่ก่อสร้างองค์พระประดิษฐานอยู่กลางแจ้ง ณ ที่ริมคูวัด ด้านตะวันออก ซึ่งอยู่ริมแม่น้ำป่าสัก
 
                                http://i258.photobucket.com/albums/hh254/altonut/image015-3.jpg?t=1288685005 http://i258.photobucket.com/albums/hh254/altonut/image016-3.jpg?t=1288685008  
                              ความศรัทธาในวันเสาร์ -  อาทิตย์ประชาชนมานมัสการจำนวนมาก  
 
                “หลวงพ่อโต วัดสะตือ” พุทธศาสนิกชนโดยทั่วไปต่างนับถือว่าเป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่พึ่งทางใจแก่ทุกคน หลายคนปรารถนาในสิ่งที่ตนหวังและต้องการ ก็มักจะเดินทางไปที่วัดสะตือ แล้วอธิษฐานจิตขอพรจากท่าน ก็มักจะประสบผลสำเร็จตามความปรารถนาที่ตั้งไว้ทุกประการ ซึ่งเราจะสังเกตได้จากทุกวันหยุดเสาร์ – อาทิตย์ หรือวันหยุดตามประเพณีหรือนักขัตฤกษ์ต่างๆ จะมีพุทธศาสนิกชน ในท้องถิ่นและต่างถิ่นโดยทั่วไป นำขนมจีนมาไหว้องค์ท่าน พร้อมกับรำกลองยาวถวายตามจำนวนรอบที่ได้ตั้งใจเอาไว้ ตั้งแต่ 3 รอบ 9 รอบ จนถึงร้อยรอบก็มี ส่วนแตรวงกลองยาวที่บรรเลงก็ไม่ต้องไปหาที่ไหน จะมีคณะแตรวงและกลองยาวหลายคณะรอคอยจ้างบรรเลงให้กับทุกท่านอยู่ในบริเวณวัดและใกล้เคียง ในแต่ละปี จะมีงานประเพณี “ปิดทองไหว้”พระองค์หลวงพ่อโต วัดสะตือ 2 ครั้ง ครั้งแรกจะเป็นช่วงกลางเดือนห้า จะมีงานรวม 3 วัน 3 คืน คือ 13 – 15 ค่ำ ส่วนครั้งที่สองก็จะเป็นช่วงเดือนสิบสอง จะมีงาน 3 วัน 3 คืน เช่นเดียวกันคือวันขึ้น 13 – 15 ค่ำ ซึ่งตรงกับวันงาน “ประเพณีลอยกระทง”  ของไทยเราพอดี ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าจะมีพุทธศาสนิกชนจากทั่วสารทิศ ต่างหลั่งไหลมาร่วมงานในช่วงดังกล่าวอย่างล้นหลามทุกๆ ปี
 
  
                                                         http://i258.photobucket.com/albums/hh254/altonut/image017-4.jpg?t=1288685104
                                                          พระมหาพุทธพิมพ์  วัดไชโย
 
 
                ในสมัยรัชกาลที่  4  สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี)  ได้มาสร้างพระพุทธรูป  เป็นพระพุทธรูปนั่งขนาดใหญ่  ใช้วิธีก่ออิฐก่อดิน  แต่แล้วก็หักพังทลาย ลงในไม่ช้า  ครั้งที่สองก็ก่อเช่นนั้นแต่ลดขนาดให้เล็กลงทำด้วยปูนขาวไม่ได้ปิดทอง                  (ได้เล่ากันมาว่า  วัดไชโยเจ้าประคุณสมเด็จฯ  เป็นผู้สร้างที่ดินของตา  อุทิศให้กับมารดาและตา  มารดาชื่อเกตุ  ตาชื่อไชย  จึงตั้งนามวัดว่า  วัดเกตุไชโย แต่มักเรียกตามความเคยชินว่า “วัดไชโย”) เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสมณฑลอยุธยาในปีขาล  พ.ศ. 2421  เสด็จวัดไชโย  ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ว่า “...พระใหญ่ที่สมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) ดูหน้าตารูปร่างไม่งามเลย  แลดูที่หน้าวัดปากเหมือนขรัวโตไม่ผิด  ถือปูนขาวไม่ได้ปิดทอง  ทำนองท่านไม่คิดจะปิดทอง  จึงได้เจาะท่อน้ำไว้ที่พระหัตถ์  แต่เดี๋ยวนี้มีผู้ไปก่อวิหารขึ้นค้างอยู่ใครจะทำต่อไปไม่ทราบ...” นอกจากนั้น เจ้าประคุณสมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรฺหมฺรํสี) ยังได้ทรงสร้างพระพุทธรูปปางสมาธิประทับนั่งขนาดใหญ่ มีนามว่า “พระพุทธมหาพิมพ์” เป็นพระก่ออิฐถือปูนหน้าตักกว้าง 8 วา 7 นิ้ว สูง 11 วา 1 ศอก 7 นิ้ว ณ วัดเกตุไชโยวรวิหาร ต.ไชโย จ.อ่างทอง เพื่อเป็นอนุสรณ์ว่าท่านได้สอนนั่งที่นั่น
 
                ในสมัยรัชกาลที่  5  มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยารัตนบดินทร(รอด  กัลยาณมิตร) ที่สมุหนายก สำเร็จราชการมหาดไทยปฏิสังขรณ์วัดทั่วทั้งพระอาราม เมื่อปี กุน พ.ศ.2430 แต่ทำให้พระพุทธรูปใหญ่กระเทือนพังลงมา จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สร้างพระโตใหม่เป็นของหลวง  ให้พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าประดิษฐ์วรการ ทรงเป็นนายช่างปั้นปูนพระพุทธรูปฝีพระหัตถ์ยอดเยี่ยมในสมัยนั้นช่วยออกแบบก่อสร้าง โดยรื้อออกใหม่ใช้โครงเหล็กยึดอิฐปูนไว้ภายใน แล้วลดขนาดลงสร้างเป็นพระพุทธรูปนั่งขัดสมาธิซ้อนพระหัตถ์ตามลักษณะเดิม แต่ตรงจีวรและพาดสังฆาฎิตามแบบใหม่ ขนาดหน้าตัก กว้าง 8 วา 6 นิ้ว สูงสุดยอดพระรัศมี  11 วา ศอก    7 นิ้ว         
 
                เจ้าพระยารัตนบดินทร(รอด  กัลยาณมิตร) ได้ดำเนินการปฏิสังขรณ์วัดทั่วทั้งพระอารามเสร็จบริบูรณ์เมือ  พ.ศ.  2437  รวมเวลาบูรณะนานถึง 8 ปี
                                                              http://i258.photobucket.com/albums/hh254/altonut/image018-1.jpg?t=1288685106
                                                               พระพุทธศรีอริยเมตไตรย์
 
                 พระพุทธรูปปางประทับยืนทรงบาตร  พระนามว่า พระพุทธศรีอริยเมตไตรย์  พระพุทธรูปปางประทับยืนบนปทุมชาติ อุ้มบาตรโปรดสัตว์ ที่สูงที่สุดในโลกก่ออิฐถือปูน ปัจจุบันประดับด้วยโมเสคทองคำ 24  เค ทั้งองค์   สูง 16  วา  กว้าง 5  วา  2 ศอก  ณ  วัดอินทรวิหาร ต.  บางขุนพรม  เขตพระนคร กรุงเทพฯ  สร้างสมัยรัชกาลที่  4 เสร็จสมัยรัชกาลที่  7  (ที่ระลึกยืนเดินได้ที่นี่)
 
                พระโตยืน  วัดอินทรวิหาร เป็นพระปั้นด้วยอิฐปูน ปางอุ้มบาตร  16  วาเศษ สร้างในรัชการที่  4  ราว พ.ศ. 2410 โดยสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต)พรหมรังสี ก่อสร้างด้วยการอิฐถือปูนดำเนินก่อสร้างเพียงครึ่งองค์ถึงพระนาภี(สะดือ) สมเด็จฯ ก็มรณภาพ ณ ศาลาใหญ่วัดบางขุนพรหมใน (วัดอินทรวิหาร)   วันเสาร์ แรม  2  ค่ำ เดือน  8  ปีวอก จ.ศ.  1234  ตรงกับวันที่ 22  มิถุนายน  พ.ศ. 2415   อายุ  85 ปี   บวชพระ  65 พรรษา  การสร้างค้างอยู่นาน  จะมีการก่อสร้างเพิ่มเป็นปีใดไม่ปรากฎ
 
ต่อมา พ.ศ. 2435 พระครูธรรมนุกูล (ภู จันฺเกศโร) ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสรูปที่ สองท่านชราภาพอายุ  91  พรรษา 70 ซึ่งต้องยกเป็นกิตติมศักดิ์อยู่ในวัดอินทรวิหาร ได้ดำเนินการก่อสร้างเพิ่มเติมแต่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์
 
                ในปีวอก พ.ศ. 2463 พระครูสังฆบริบาล(แดง) แห่งวัดบวรนิเวศวิหารได้มาช่วยปฏิสังขรณ์ต่อจากเดิม แต่ก็สร้างสำเร็จเพียงบางส่วน  เช่น  พระเศียร พระกร  เป็นต้น  การปฏิสังขรณ์ เดิมองค์พระรกมีต้นโพธิ์และตนไทรขึ้นปกคลุม  จึงได้จัดทำให้แข็งแรง  ส่วนข้างในองค์พระผูกเหล็กเป็นโครง  ภายนอกหล่อคอนกรีตด้วยปูนซิเมนต์  เบื้องหลังทำเป็นวิหารหล่อคอนกรีตเป็นที่พระยืนพิง  พระวิหารสูงเป็นชั้น ๆ ได้  5 ชั้น  ถึงพระเกศขาดยอดพระเมาลี
 
                ในปีชวด พ.ศ. 2467 พระครูอินทรสมาจาร(เงิน อินฺทสโร)เมื่อยังเป็นพระครู สังฆรักษ์ ย้ายมาจากวัดปรินายกมาเป็นเจ้าอาวาสวัดอินทรวิหาร เป็นเจ้าอาวาสรูปที่สาม ได้ดำเนินการสร้างพระโตต่อมา  โดยเป็นประธานบอกบุญเรี่ยไรจากประชาชนทั่วไป พระครูอินทรสมาจารทำการก่อสร้างอยู่ 4  ปี  จึงสำเร็จสมบรูณ์ สิ้นเงินประมาณ  10,000 บาท การก่อสร้างองค์หลวงพ่อโตจนกระทั่งเสร็จบริบูรณ์ ปี พ.ศ. 2470 รวมระยะเวลาการก่อสร้างรวม 60 ปี  ได้จัดงานสมโภชน์เมื่อวันที่  4 – 6  มีนาคม  พ.ศ. 2471  ถึง ปีมะเส็ง  พ.ศ. 2472 
 
 
                                                             http://i258.photobucket.com/albums/hh254/altonut/image019-4.jpg?t=1288685107
                                                                หลวงพ่อโต   วัดพิตเพียน
 
 
                 พระพุทธรูปปางมารวิชัย  เป็นพระนั่ง  ณ  วัดพิตเพียน (วัดกุฎีทอง) อ.  มหาราช  จ.  พระนครศรีอยุธยา เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยก่ออิฐถือปูน  ปัจจุบันทาสีทอง  หน้าตัก  4  วา  3  ศอก ความสูง  4  วา  3  ศอก  มีความสง่าสวยงามมาก
 
                พระพุทธปฏิมาประทับนั่งสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) พรหมรังสีสร้างไว้เมื่อใดสืบทราบประวัติไม่ได้ แต่มีการปฏิสังขรณ์ 4 ครั้ง คือ   ครั้งที่ 1 เมื่อปีระกา พ.ศ. 2440 (เข้าใจว่าเดิมสร้างค้างอยู่)  นายพลอย  นางแตงไทย  และนางอู่ร่วมกัน        ปฏิสังขรณ์  สิ้นเงินเท่าไรไม่ทราบ  ครั้งที่ 2 เมื่อปีจอ พ.ศ. 2477 พระพักตร์แบะ พระนาภีเป็นรูทะลุ เนื่องจากอสุนีบาตตกลงในที่ใกล้เคียง สิ้นเงิน  500  บาท ครั้งที่ 3 เมื่อ ปีมะโรง พ.ศ. 2483 พระพาหาเบื้องขวาหลุด เนื่องจากฝนตกหนัก สิ้นเงิน  300  บาท
                ครั้งที่ 4 เมื่อปีมะโรง พ.ศ. 2495 พระศกและพระกรรณหักพังเริ่มปฏิสังขรณ์เมื่อวันที่   29  เมษายน  2495  สิ้นเงิน 3,814.90  บาท (เงินที่ใช้จ่ายในการปฏิสังขรณ์ทุกครั้งเป็นเงินส่วนเรี่ยไร)
 
  
                                                                 http://i258.photobucket.com/albums/hh254/altonut/image020-1.jpg?t=1288685595
                                                               พระยืนปางอุ้มบาตร ที่วัดกลาง  

ติดต่อเรา

มูลนิธิพุทธคยา องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร มุ่งเน้นการส่งเสริมพระพุทธศาสนา
ที่อยู่ : 202 หมู่ที่ 3 ตำบลดอนขุนห้วย อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี 76120
โทร : 089-999-2195

 มูลนิธิพุทธคยา องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร มุ่งเน้นการส่งเสริมพระพุทธศาสนา